หน้าหลัก | จังหวัดบุรีรัมย์ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | แหล่งท่องเที่ยว | ประเพณีภูมิปัญญา | แนะนำภาพ | แนะนำร้านค้า | ลงนามถวายพระพร | ลงนามถวายพระพร | เว็บบอร์ด | ติดต่อโฆษณา
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

ข่าวสารบุรีรัมย์

คลิปความสามารถ

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » รู้จักจังหวัดบุรีรัมย์ » ประเพณีและวัฒนธรรม

....

 

วันสารทไทย

วันสารทไทย

ความหมาย
สารทเป็นการทำบุญกลางปีของไทยตรงกับวันสิ้นเดือน ๑๐ หรือวันแรม ๑๕  ค่ำ เดือน ๑๐   ซึ่งเป็นฤดูที่พืชพันธุ์ธัญชาติและผลไม้สุก ข้าวและต้นผลไม้ที่ปลูกไว้กำลังให้ผลเป็นครั้งแรกในฤดูนี้
ความเป็นมา
สารทเป็นนักขัตฤกษ์ถือเป็นประเพณีนิยมมาแต่โบราณว่า เทศกาลทำบุญสิ้นเดือน๑๐ คือวัน เวลา เดือนและปีที่ผ่านพ้นไปกึ่งปี  และโดยที่มนุษยชาติดำรงอยู่ได้ด้วยเกษตรกรรมเป็นหลักสำคัญ เมื่อถึงกึ่งปีเป็นฤดูกาลที่ข้าวออกรวงเป็นน้ำนม จึงได้มีกรรมวิธีปรุงแต่งที่เรียกว่ากวนข้าวทิพย์ หรือ ข้าวปายาส ข้าวยาคูและขนมชนิดหนึ่งเรียกว่ากระยาสารทแล้วประกอบการบำเพ็ญกุศลถวายพระสงฆ์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในนาทั้งอุทิศส่วนกุศลให้บรรพชนผู้มีพระคุณและแจกสมนาคุณญาติมิตรตามคติที่ชาวไทยเป็นพุทธศาสนิกชน   แม้จะเป็นประเพณีที่มีส่วนมาจากลัทธิพราหมณ์   ชาวไทย ก็นิยมรับเพราะเป็นประเพณีในส่วนที่มีคุณธรรมอันดีพึงยึดถือปฏิบัติ



พิธีสารทนอกจากเป็นประเพณีของชนชาวไทยทั่วไปแล้ว ในส่วนของพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่าพิธีของหลวงนั้นในสมัยสุโขทัย มีในตำนานนางนพมาศว่า
" ...ราชบุรุษชาวพนักงานตกแต่งโรงพิธีในพระราชนิเวศน์  ตั้งก้อนเส้าเตาเพลิงแลสัมภาระเครื่องใช้เบ็ดเสร็จ   นายนักการระหารหลวงก็เก็บเกี่ยวครรภสาลีและรวงข้าวมาตากตำเป็นข้าวเม่า ข้าวตอก ส่งต่อมณเฑียรวังเวรเครื่อง  นายพระโคก็รีดน้ำขีรารสมาส่งดุจเดียวกัน
ครั้งได้ฤกษ์รับสั่งให้จ่าชาวเวรเครื่องทั้งมวลตกแต่งปรุงมธุปายาส ปรุงปนระดมเจือล้วนแต่โอชารส   มีขัณฑสกร  น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย   น้ำตาล  นมสด  เป็นต้น   ใส่ลงในภาชนะซึ่งตั้งบนเตาเพลิงจึงให้สาวสำอางกวนมธุปายาสโดยสังเขป ชาวดุริยางค์ดนตรีก็ประโคมพิณพาทย์   ฆ้อง กลอง เล่นการมหรสพ   ระเบงระบำล้วนแต่นารี   แล้วพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยราชบริพารนำข้าวปายาส ไปถวายพระมหาเถรานุเถระ"
ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้สืบประเพณีพระราชพิธีสารท มาจัดทำ เช่น ในรัชกาลที่ ๑ มีพระราชพิธีสารทกวนข้าวทิพย์ รัชกาลต่อมาได้ทำบ้างงดบ้างจนถึงปีพุทธศักราช  ๒๔๗๐  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีสารท  มีกำหนดการดังนี้
เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์(ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา)เสนาบดีกระทรวงวังรับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯสั่งว่าราชประเพณีแต่ก่อนมาถึงเวลากลางปีเคยมีการพระราชพิธีสารทกวนข้าวทิพย์ปายาส ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายยาคู แด่พระสงฆ์ ด้วยว่าประจวบฤดูข้าวในนาแรกออกรวงเป็นกษีรรสพอจะเริ่มบริจาคเป็นทานถวายแด่ภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ได้เรียกว่า
สาลีคัพภทานแต่เว้นว่างมิได้กระทำ มาเสียนาน มีพระราชประสงค์ที่จะทรงกระทำในปีนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระราชพิธีสารทในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แต่งสาวพรหมจารีราชอนุวงศ์ให้กวนข้าวทิพย์ปายาส  แลแผ่พระราชกุศลแก่พระบรมวงศานุวงศ์  ข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายหน้าฝ่ายใน ให้รับรวงข้าวอ่อนไปแต่งเป็นยาคูบรรจุโถทำด้วยฟักเหลืองประดับประดาอย่าง วิจิตรพึงชมถวายโดยเสด็จในการพระราชกุศลพิธีสารท   มีกำหนดการดังนี้
วันที่ ๒๕  กันยายน ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์  เดือน ๑๐ แรม ๑๕ ค่ำ  ปีเถาะ  เจ้าพนักงานจะได้แต่งการในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เชิญพระพุทธรูปชัยวัฒน์ทั้ง ๗ รัชกาลแลพระสุพรรณบัฏ   พระมหาสังข์ พระเต้าน้ำพระพุทธมนต์  ทั้งพระแสงราชาวุธ  จัดตั้งไว้บนพระแท่นเศวตฉัตร   ตั้งโต๊ะจีนสองข้างประดิษฐานพระพุทธรูปนิรันตรายบนโต๊ะข้างตะวันออก ประดิษฐานรูปพระสยามเทวาธิราชบนโต๊ะข้างตะวันตก ตั้งเครื่องนมัสการสรรพสิ่งทั้งปวง สำหรับพระราชพิธีพร้อมกับทั้งตกแต่งโรงพระราชพิธีที่กวนข้าวทิพย์ปายาส   ณ สวนศิวาลัย  แลแต่งหอเวทวิทยาคมพราหมณ์เข้าพิธีเสร็จสรรพ
เวลา ๕.๐๐  ล.ท. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชดำเนินเข้าสู่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย   ทรงจุดเทียนนมัสการทรงศีล อาลักษณ์ อ่านประกาศพระราชพิธีสารท
เมื่ออาลักษณ์อ่านประกาศจบ พระสงฆ์ ๓๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ สาวพรหมจารีราชอนุวงศ์ซึ่งจะกวนข้าวทิพย์ปายาสฟังพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ในพระสูตร ครั้นสวดจบสมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายอดิเรก ถวายพระพรลา   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำพระมหาสังข์ ทรงเจิมพระราชทานสาวพรหมจารี แล้วท้าวนางนำไปสู่โรง-พระราชพิธี  ณ สวนศิวาลัย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปเข้าโรงพระราชพิธี   ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ลงในกะทะแลทรงเจิมพายแล้วทรงรินน้ำพระพุทธมนต์ในพระเต้าลงกะทะโดยลำดับ  โปรดเกล้าฯให้หม่อมเจ้าน้อยฯ นำเครื่องปรุงอเนกรสหยอดตามเสด็จไป เจ้าพนักงานเทถุงเครื่องกวนลงในกะทะ สาวพรหมจารีกวนข้าวทิพย์ปายาสเจ้าพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร เครื่องดุริยางค์  พราหมณ์ หลั่งน้ำเทพมนต์ลงทุกกะทะ เพื่อเป็นสวัสดิมงคล  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับ ครั้นกวนข้าวทิพย์ปายาสได้ที่แล้ว เจ้าพนักงานบรรจุเตียนนำไปตั้งไว้ในมณฑลพระราชพิธี   ณ  พระที่นั่งอมรินทร-วินิจฉัย
วันที่ ๒๖ กันยายน ตรงกับวันจันทร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีเถาะ เวลาเช้าเจ้าพนักงานจะได้รับโถยาคู ซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองธุลีพระบาทแต่งมาโดยเสด็จการพระราชกุศล  จัดตั้งเรียงไว้ถวายตัว
เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๐ นาที  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย   ทรงจุดเทียนนมัสการ ทรงศีล  พระสงฆ์ถวายพระพร   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรโถยาคู   ซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองธุลีพระบาทแต่งมาถวาย   ทรงเลือกปักธงชื่อพระตามพระราชประสงค์จำนงพระราชทานโถไหนแก่รูปไหนแล้ว   เจ้าพนักงานยกไปตั้งตามที่ทางประเคนภัตตาหารแก่พระสงฆ์   ครั้นพระสงฆ์ฉันของคาวแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้ประเคนของหวานกับทั้งยาคูแลข้าวทิพย์ปายาส   ครั้นฉันแล้วทรงประเคนเครื่องไทยธรรม  พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา   สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายอดิเรก ถวายพระพรลาแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับ   เจ้าพนักงานจำแนกข้าวทิพย์ปายาสพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์   กับข้าทูลละอองธุลีพระบาททั่วกันแล้ว   เป็นเสร็จการ
พิธีของประชาชนในประเพณีเกี่ยวกับการทำบุญเนื่องในวันสารทไทย   ซึ่งกำหนดไว้เป็นที่แน่นอนว่า   วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐   ดังกล่าวมาแล้วนั้น  ปรากฏว่ามีประเพณีทำบุญทำนองเดียวกันในภาคอื่น ๆ ด้วย หากแต่กำหนดวันและวิธีปฏิบัติอาจแตกต่างกันดังนี้

ภาคใต้
มีประเพณีทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ปู่ย่าตายายญาติพี่น้องและบุคคลอื่นๆที่ล่วงลับไปแล้ว ในเดือน ๑๐ เป็นสองวาระคือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ครั้นหนึ่งและ วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ อีกครั้งหนึ่ง โดยถือคติว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วโดยเฉพาะผู้ที่ต้องตกนรกหรือเรียกว่าเปรตนั้น จะได้รับอนุญาตให้มาพบกับญาติของตนในเมืองมนุษย์ได้ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และกลับไปสู่นรกดังเดิม ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ดังนั้น จึงมีการทำบุญในสองวาระดังกล่าวนี้ แต่ส่วนใหญ่ทำวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เพราะมีความสำคัญมากกว่า (บางท้องถิ่นทำในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐)
การทำบุญของชาวไทยภาคใต้ดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกเป็น ๔ อย่างคือ

๑.ประเพณีทำบุญเดือนสิบโดยกำหนดเอาเดือนทำบุญเป็นหลัก

๒.ประเพณีทำบุญวันสารทโดยถือหลักของการทำบุญที่มีความสัมพันธ์ กับอินเดีย เหมือนวันสารทไทยของคนไทยในภาคกลางดังกล่าวมาแล้ว  บางครั้งก็เรียกว่า ประเพณีทำบุญสารทหรือเดือนสิบ

๓.ประเพณีจัดห..รับ (สำรับ)การยกห..รับและการชิงเปรตคำว่าจัดห..รับ ได้แก่ การจัดเสบียงอาหารเป็นสำรับถวายพระภิกษุโดยให้พระภิกษุจับสลากแล้วให้ศิษย์เก็บไว้ แล้วนำถวายพระภิกษุเป็นมื้อ ๆ การยก ห..รับที่จัดเรียบร้อยแล้วไปวัดพร้อมทั้งภัตตาหารไปถวายพระภิกษุในช่วงเวลาเช้าก่อนเพล จะจัดเป็นขบวนแห่ใหญ่โตก็ได้ บางแห่งแต่งตัวเป็นเปรตเข้าร่วมไปในขบวนด้วย ส่วนชิงเปรตหรือตั้งเปรตนั้น เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำบุญ  กล่าวคือ  เมื่อจัดห..รับ ยกห..รับไปถวายพระภิกษุแล้วจะเอาอาหารที่จัดไว้ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากไปจัดตั้งไว้ให้เปรต  โดยมากเป็นอาหารที่ผู้ล่วงลับไปแล้วชอบในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือขนม ๕ อย่าง คือ ขนมพองขนมลา ขนมกง ขนมดีซำและขนมบ้าสถานที่ตั้งอาหาร  เป็นร้านสูงพอสมควร เรียกว่าร้านเปรตหรือหลา(ศาลา)เปรต มีสายสิญจน์วงรอบโดยให้ปลายสายสิญจน์อีกข้างหนึ่งโยงมาสำหรับพระภิกษุชักบังสุกุล ซึ่งชาวบ้านจะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ พบเก็บสายสิญจน์แล้ว ก็จะมีการแย่งอาหารและขนมที่ตั้งเปรตไว้นั้นอย่างสนุกสนานเรียกว่าชิงเปรตแล้วนำมากิน   ถือว่าได้กุศลแรงและเป็นสิริมงคล การทำบุญด้วยวิธีตั้งเปรตและชักบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลนี้ บางครั้งเรียกว่าการฉลอง..รับและบังสุกุลถือว่าสำคัญเพราะถือว่าเป็นวันส่งญาติผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย

๔.ประเพณีทำบุญตายายหรือประเพณีรับส่งตายายโดยถือคติว่าญาติที่ล่วงลับไปแล้วกลับมาเยี่ยมลูกหลานในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และกลับนรกตามเดิมในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐   แต่มีบางแห่งถือว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว   เหล่านี้เป็นตายาย   เมื่อท่านมาก็ทำบุญรับ เมื่อท่านกลับก็ส่งกลับ   จึงเรียกประเพณีดังกล่าวนี้ว่า   ทำบุญตายาย  ของทำบุญก็เหมือนกับที่กล่าวไว้ในข้อ ๓

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน
มีประเพณีการทำบุญในเดือน ๑๐ เหมือนกัน  คือ  ทำในวันขึ้น
๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐   แต่แบ่งระยะเวลาของประเพณีการทำบุญออกไปเป็น๒ ระยะ  ดังนี้
ระยะแรกก่อนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ ชาวบ้านจะเตรียมข้าวเม่าพอง  และข้าวตอก (บางแห่งเรียกดอกแตก)ขนมและอาหารหวานคาวอื่น ๆ เพื่อจะทำบุญในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ มาถึงโดยเฉพาะข้าวเม่าพอง กับข้าวตอกนั้น จะคลุกให้เข้ากันแล้วใส่น้ำอ้อยน้ำตาล ถั่วงา มะพร้าวให้เป็นข้าวสาก ซึ่งตรงกับคนไทยภาคกลางเรียกว่ากระยาสารทเมื่อเตรียมของทำบุญไว้เรียบร้อย ก็จะเอาข้าวปลาอาหารไปส่งญาติพี่น้องเพื่อนฝูง  ถ้าหากบุคคลเหล่านั้นอยู่ห่างไกลก็จะไปค้างคืน   นอกจากมอบของแล้วจะถือโอกาสเยี่ยมเยียนถามทุกข์สุขเป็นประเพณีที่เรียกว่า ส่งเขาส่งเรา ผลัดกันไปผลัดกันมา  เป็นการแลกเปลี่ยนกันส่วนข้าวสารหรือกระยาสารทนั้น จะส่งก่อนวันทำบุญหรือในวันทำบุญก็ได้ เรียกว่าส่งข้าวสาก
ระยะที่สองคือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ เวลาเช้าชาวบ้านไปทำบุญตักบาตรที่วัด  อุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่อาจมีบางคนอยู่วัดรักษาศีลฟังเทศน์ก็ได้ ครั้นถึงเวลาใกล้เพล   ก็เตรียมภัตตาหารไปวัดอีกครั้งหนึ่ง  มีห่อข้าวน้อย  ห่อข้าวใหญ่  ข้าวสากและอาหารอื่น ๆบางแห่งอาจจัดของที่จะถวายเป็นกัณฑ์เทศน์ไปด้วย
เมื่อถึงวัดแล้ว ก็จะจัดภัตตาหารและของพี่จะถวายพระภิกษุถวายเสียก่อน  บางแห่งนิยมทำเป็นสลากชาวบ้านคนไหนจับสลากถูกชื่อพระภิกษุรูปใดก็ถวายรูปนั้น ทำนองเดียวกับการทำบุญสลากภัตจึงเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจว่า
การทำบุญข้าวสาก ก็คือทำบุญด้วยวิธีถวายตามสลาก
ส่วนห่อข้าวน้อย ห่อข้าวใหญ่ ชาวบ้านแจกกันเอง
ห่อข้าวน้อยนั้น เมื่อแจกแล้วก็แก้ห่อออกกินกันในวัดทีเดียว ถือกันว่าเป็นการกินในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ส่วนห่อข้าวใหญ่เอากลับไปบ้าน เก็บไว้ในเวลาต่อไป เพราะอาหารในห่อนั้นเป็นพวกของแห้ง เช่นปลาแห้ง เนื้อแห้ง ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานาน ๆ ถือคติว่าเอาไปกินในปรโลกประเพณีแจกห่อข้าวน้อยและห่อข่าวใหญ่นี้ ปัจจุบันเกือบไม่มีแล้ว จะจัดเพียงภัตตาหารไปถวายพระภิกษุพร้อมด้วยข้าวสากหรือถวายกระยาสารทเท่านั้น
สำหรับข้าวสากที่จะนำไปแจกกันเหมือนกระยาสารทของคนไทยภาคกลางนั้นวิธีห่อผิดกับทางภาคกลาง เพราะห่อด้วยใบตองกลัดด้วยไม้กลัด  หัวท้ายมีรูปลักษณะคล้ายข้าวต้มมัด แต่ตรงปลายทั้งสองข้างที่เรียกว่าสันตองไม่ต้องพับเข้ามา ของที่ใส่ในห่อ มีข้าวต้ม(ข้าวเหมือนแบบข้าวต้มผัด) ข้าวสาก  แกงเนื้อ  แกงปลา  หมาก  พลู บุหรี่ ห่อแล้วเย็บติดกันเป็นคู่ ๆ เอาไปห้อยไว้ตามต้นไม้  รั้วบ้าน เมื่อห้อยไว้แล้วก็ตีกลองหรือโปงเป็นสัญญาณให้เปรตมาเอาไปและปล่อยทิ้งไว้ชั่วพักหนึ่งกะเวลาที่เปรตได้มารับเอาอาหารที่ห้อยไว้นั้นไปแล้ว ชาวบ้านก็แย่งกันชุลมุน ใครแย่งเก่งก็ได้มากกว่าคนอื่น   เรียกว่า
แย่งเปรต
ของที่แย่งเปรตไปได้นี้  ชาวบ้านจะเอาไปไว้ตามไร่นา
เพื่อเลี้ยงตาแฮก(ยักษินีหรือเทพารักษ์ รักษาไร่นาซึ่งเคยเลี้ยงมาเมื่อตอนเริ่มทำนาในเดือนมาครั้งหนึ่งแล้ว) นอกจากเลี้ยงตาแฮกแล้วก็เอาไปให้เด็กรับประทาน   เพราะถือว่าเด็กที่รับประทานแล้วจะอ้วนท้วนสมบูรณ์ไม่เจ็๋บไข้ได้ป่วย

แหล่งข้อมูล : หนังสือวันสำคัญโครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยฯ ของ
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

 

 

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้ อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆที่ทีมงานคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง และให้ความรู้ โดยเราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ E-mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th ทีมงานจะนำบทความนั้นๆออกทันที

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลกับบุรีรัมย์ไกด์ดอทคอมและบุรีรัมย์ไทม์ด้วยวิธีง่ายๆ
เพียงส่งรูปภาพหรือข้อมูลข่าวสารกิจกรรมที่ท่านมีเกี่ยวกับบทความเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ มาให้เราที่ buriramguideแอดhotmail.co.th ทางทีมงานจะนำรูปภาพและบทความของท่านมาปรับปรุงข้อมูลและลงชื่อท่านเพื่อเป็นเกียรติค่ะ
เขียนเมื่อ : 20 ก.ย. 2557,19:25   เข้าชม : 317 ครั้ง

รู้จักจังหวัดบุรีรัมย์ » ประเพณีและวัฒนธรรมอื่นๆที่น่าสนใจ
นับ 1-10 ภาษาเขมร โดยน้องเบฟ
เส้นทางต.สะเดา-ต.ป่าชัน อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์
เส้นทางนี้ ใช้สัญจรจากต.ป่าชัน เข้าสู่ ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย ทุกคนที่ผ่านเส้นนี้ต้องอดทนกับสภาพถนน แต่คนป่วยที่อ่อนแอจนแทบจะทนไม่ได้ และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จะทำอย่างไร อย่านิ่งดูดายนะคะ เราต้องช่วยกัน
วันนสารทไทย 2557
ปัจจุบันเราอาจจะรู้จักแต่ประเพณีของชาวตะวันตก ไม่ค่อยได้ใส่ใจกับพิธีไทยมากเท่าไหร่นัก ยิ่งชื่อพิธีสารท บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อแต่ "วันสารทจีน" ไม่เคยได้ยินชื่อ "สารทไทย" มาก่อน ซึ่งวันสารทไทย ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นเทศกาลทำบุญเดือน 10 ของไทย
รำจับกรับ
งานประกวดเทพีสงกรานต์2555 ทต.พลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โดย นางสาวพนิดา สุดเสียงสังข์ นางสาวตรีนุช เสาะหายิ่ง
เพลงอาไย มโหรีพื้นบ้านอำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
งานใต้ร่มพระบารมี 232 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 19เม.ย.2557 @สนามหลวง
ข้าวตอกปริศนาในงานศพชาวบ้านเขมร
ตามธรรมเนียมความเชื่อ ในงานศพของชาวบ้านเขมร ครั้นพอถึงเวลาแห่ศพไปเผา ในขบวนแห่ จะมีการโปรยข้าวตอก โรยรายเรื่อยไปตั้งแต่บ้านผู้ตายจนกระทั่งถึงเมรุ
“เลิงขม๊อจ” (ขึ้นผี) เรื่องของ “คน” กับ “ผี” ในวิถีชุมชน
ในชุมชนคนเขมรบ้านบัว นอกจากพิธีไหว้ผีปู่ตา ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตามความเชื่อในเรื่อง “ผีบรรพบุรุษประจำหมู่บ้าน”
กันตรึม มโหรีพื้นบ้านอำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
งานใต้ร่มพระบารมี 232 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 19เม.ย.2557 @สนามหลวง
กันตรึม2 มโหรีพื้นบ้านอำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
งานใต้ร่มพระบารมี 232 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 19เม.ย.2557 @สนามหลวง
แซนโฎนตา
ตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายเขมร ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกลายเป็นตำนานเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น สู่ลูกหลาน ถึงปรากฏการณ์ “แคเบ็ญ”
วันสารทไทย
สารทเป็นการทำบุญกลางปีของไทย ตรงกับวันสิ้นเดือน ๑๐ หรือวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ซึ่งเป็นฤดูที่พืชพันธุ์ธัญชาติและผลไม้สุก ข้าวและต้นผลไม้ที่ปลูกไว้กำลังให้ผลเป็นครั้งแรกในฤดูนี้
เพลงอมตูก มโหรีพื้นบ้านอำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
งานใต้ร่มพระบารมี 232 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 19เม.ย.2557 @สนามหลวง
เพลงอมตูกคัด กันตรึมโบราณ มโหรีพื้นบ้านอำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ร้องโดย นายสิทธิพลก้า
งานใต้ร่มพระบารมี 232 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 19 เม.ย. 2557 @สนามหลวง
เพลงไหว้ครู มโหรีพื้นบ้านอำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
งานใต้ร่มพระบารมี 232 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ 19เม.ย.2557 @สนามหลวง
นิทานพื้นบ้านเขมรเรื่อง : ‘กงเฮียน' ยอดผู้กล้าจอมปลอม
หลายวันก่อน เพื่อนมิตรท่านหนึ่ง แวะเอาหนังสือนิทานเขมร (กัมพูชา) มาฝาก สอง – สามเรื่อง เมื่อลองพลิกอ่านดูแล้ว จากความรู้ภาษาเขมรแบบ
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : วันสารทไทย
 
คำค้น
Videoxxxx18 Videoxxxx18+ WANWAN การ์ตูนRAT A TAT คนไททิ้งแผ่นดิน คนไม่มีเวลา คลิบโป๊ คลิปวีดีโอแอนนาเอ็ก คลิปหนังเอ็ก คลิปหนังเอ็กvdo888 คลิปเกย์ คาราบาว จทบ.บร ชุมชนปั่นฝ้ายจังหวัดบุรีรัม ชุมชนปั่นฝ้ายจังหวัดสุรินทร์ ดงใหญ่ ทหาร นักฆ่าขนตางอน บิกินี่ บุรีรัมย์ รูปหีนางเอกดารานางแบบสาวไทย วุ้นเส้น ศิริพรอำไพพงษ์เพลงปริญญาใจ หนังx หนังโป๊ หวานใจกับนายจอมหยิ่ง เกมส์แต่งตัว เกย์ แต่งตัว แม่ดีเด่น
Copyright 2010, All Rights Reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537